Cybersecurity How To

รวมวิธีการรักษาความปลอดภัยให้ร้านค้าปลีกช่วงเทศกาล (และช่วงอื่นๆ)

เป้าหมายการโจมตีของแฮกเกอร์มีขนาดกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทั้งร้านค้าออนไลน์ ผู้ให้บริการโซเชี่ยลมีเดีย หรือแม้กระทั่งภาครัฐบาล แล้วเจ้าของธุรกิจเล็กใหญ่ก็คงไม่รอดแน่นอน แต่อย่างเพิ่งตกใจเพราะการรักษาความปลอดภัยไม่ได้มีต้นทุนสูงขนาดนั้น

1. เครื่องอ่านการ์ดแบบมีชิป (Chip Reader) ถ้าร้านของคุณยังไม่มี เราขอแนะนำให้หาซื้อ เนื่องจากชิปการ์ดดังกล่าวนอกจากช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้การชำระเงิน แล้วยังเป็นอีกหนึ่งจุดขายของร้านคุณได้อีกด้วย เพราะหากไม่มีเจ้า Chip Reader นี้ร้านของคุณอาจตกเป็นเหยื่อของแฮกเกอร์ได้ และเครื่อง Chip Reader ไม่ได้มีราคาแพงมากเกินไป

2. ไฟล์วอลล์ (Firewall) การโจมตีส่วนมากเกิดจากเร้าเตอร์ ซึ่งถ้าหากจะถามว่าเร้าเตอร์ของคุณใช้มากี่ปี 3, 5 หรือ 7 ปี และยังใช้อยู่ด้วยเหตุผลเพราะมันยังใช้ได้ แต่คุณรู้หรือไม่เร้าเตอร์นี่แหละเป็นสาเหตุหลักของการโจมตี และไฟล์วอลล์เป็นการป้องกันสิ่งเหล่านี้อย่าง การป้องกันไวรัสไ่ให้ลุกลามจากเครื่องหนึ่งไปยังเครื่องอื่นๆ

3. เกิดอะไรขึ้นหากถูกแฮก? ผมเชื่อว่าทุกคนมีแผน(หรือเปล่า) ธุรกิจส่วนมากไม่มีแพลนที่จะกู้คืนข้อมูลกลับไป แต่อย่างน้อยเราขอให้มีแพลน และมีความรู้เกี่ยวกับภัยคุกคามต่างๆ แต่ไม่ถึงกับต้องรู้มากเท่ากับผู้เชี่ยวชาญ

4. มีเพื่อนเป็นผู้เชี่ยวชาญ IT ถ้าเป็นคนที่พูดรู้เรื่องจะดีมากและรู้ในส่วนที่ขาดในธุรกิจของคุณ เพราะในฐานะของเจ้าของธุรกิจคุณต้องรู้ทุกอย่างของความปลอดภัยที่จำเป็นสำหรับธุรกิจของคุณ และเพื่อนของคุณคนนี้จะเป็นคนลงรายละเอียดให้กับความปลอดภัยของธุรกิจของคุณ

5. อัพเดท ส่วนตัวเราขอแนะนำให้ทำการอัพเดทอัตโนมัติในทุกๆอุปกรณ์ ทุกๆซอฟต์แวร์ เพราะหน้าที่ของเจ้าของธุรกิจคงไม่มีเวลามานั่งจุกจิกกับเรื่องไอทีมากนัก เพราะฉะนั้นการตั้งอัพเดทอัตโนมัติเป็นทางเลือกที่ดี สาเหตุที่ต้องอัพเดทซอฟต์แวร์ เฟิร์มแวร์ เหล่านี้ เพราะว่าอัพเดทเหล่านี้มีหน้าที่ปิดช่องโหว่ของอุปกรณ์ ไม่ให้แฮกเกอร์แทรกซึมเข้ามาในระบบของเรานั่นเอง

ทั้งหมดนี้สามารถทำได้โดยไม่ต้องทุบหม้อข้าวหม้อแกง ต้นทุนการรักษาความปลอดภัยนั้นน้อยกว่า ค่าใช้จ่ายที่เราต้องใช้ในการแก้ไขเหตุการณ์ด้วยซ้ำไป ยกตัวอย่าง Ransomware หรือโปรแกรมเรียกค่าไถ่ที่อาชญากรไซเบอร์นั้นสามารถเรียกเงินจากผู้ใช้ได้ตามที่พวกเขาต้องการ

%d bloggers like this: