News

Super Tuesday ยังคงออฟไลน์ ทำอย่างไรดี?

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกิดขึ้นท่ามกลางสายตาของชาวโลกที่กำลังรอว่าใครจะเป็นผู้ได้รับเลือกเข้าไปบริหารทำเนียบขาว Donald Trump จาก Republican? Hillary Clinton หรือ Bernie Sanders จาก Democrats? วันที่ 1 มีนาคมนี้คงได้รู้กัน ซึ่งเขาเรียกวันนี้ว่า Super Tuesday

ถึงแม้ประเทศสหรัฐฯจะเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก แต่ผู้ใช้สิทธิ์ออกเสียงก็ยังไม่สามารถทำการลงคะแนนออนไลน์ได้ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันเราจะสามารถทำอะไรหลายอย่างได้บนโลกเสมือน เช่น ทำงาน สันทนาการ จ่ายบิล หรือซื้อของออนไลน์

แล้วการลงคะแนนผ่านอินเตอร์เน็ตมีความเสี่ยงหรือไม่? และถ้าเป็นอย่างนั้น คืออะไรล่ะ? ความเสี่ยงมีหลายอย่าง อย่างแรกบนอินเตอร์เน็ตไม่ได้ปลอดภัยเหมือนอย่างที่ทุกคนเข้าใจ ไม่แม้กระทั่งการทำธุรกรรมการเงิน จ่ายเงินซื้อของออนไลน์ ถ้าหากคุณไม่ได้รับการป้องกันที่เหมาะสม

E-Commerce กับการลงคะแนนออนไลน์ไม่เหมือนกัน

ความจริงของการโกงที่อาจจะเกิดขึ้นมีสัดส่วนเพียงนิดเดียวถ้าเทียบกับการซื้อขายทั้งหมด ด้วยเหตุนี้การซื้อขายออนไลน์ ธนาคาร และองค์กรใหญ่ๆจึงสามารถ “ซ่อน” ต้นทุนที่จ่ายให้กับนักต้มตุ๋นเหล่านี้ และส่วนมากผู้คนก็มักจะปกปิดความเสียหายอย่างเช่น ค่าธรรมเนียม หรือของที่ซื้อมาแพงกว่าปกติ

แต่วิธีการนี้ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้กับการลงคะแนนออนไลน์ ใครจะจ่ายให้กับความเสียหายจากการโกงการเลือกตั้งล่ะ? และกลไกอะไรที่จะใช้แก้ไขปัญหาเล็กๆน้อยๆที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะหากมันถูกเปิดเผยย้อนหลังในอีกหลายปีต่อมา และการลงคะแนนก็เป็นความลับ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาตัวคนรับผิดชอบหากมีการทุจริตเกิดขึ้น

ซึ่งไม่เหมือนกับการเลือกประธานนักเรียน เพราะมันไม่มีร่องรอยใดๆบนโลกอินเตอร์เน็ต และการจะทำอะไรเพื่อให้ได้ผลแบบเดียวกันนั้นเป็นเรื่องยาก ข้อมูลปฐมภูมิก็สามารถถูกทำให้เสียหายและถูกโยกย้ายได้ง่าย โดยไม่มีร่องรอย และอย่าลืมการหลีกเลี่ยงการตรวจจับโดยเฉพาะมัลแวร์

อาชญากรรมไซเบอร์ราคาถูก กับ เงินมหาศาลในการเลือกตั้ง

ภัยคุกคามไซเบอร์สามารถสร้างความเสียหายให้กับกระบวนการเลือกตั้งได้ อย่างเช่นการสร้างกองทัพซอมบี้คอมพิวเตอร์ ที่สามารถทำให้เว็บไซต์การลงคะแนนมีผู้ใช้มากเกินไปจนโอเวอร์โหลด หรือแย่กว่านั้นคือการจ้างผู้ออกเสียงมาลงคะแนนและถ้าอาชญากรเก่งพอ เขาก็สามารถทำสิ่งเหล่านี้บนคอมพิวเตอร์ของเหยื่อได้เลย

อีกปัญหาหนึ่งคือ “หนึ่งคนหนึ่งเสียง” คุณจะรู้ได้อย่างไรถ้าไม่มีร่องรอยการลงคะแนนหากพวกถูกจ้างมา หรือร่วมมือกับการโหวตทั้งบนอินเตอร์เน็ตและแบบธรรมดา? และถ้าอาชญากรใช้วิธีแฮคเข้าไปเปลี่ยนผลโหวตล่ะ

ผู้บุกเบิกการเลือกตั้งออนไลน์ในเอสโตเนีย

แม้จะมีคอนเซ็ปต์ i-voting (i-voting คือการโหวตผ่านระบบอินเตอร์เน็ตจากสถานที่ใดก็ได้ ไม่ใช่ e-voting ที่เป็นเครื่องโหวตอิเล็กทรอนิกส์ที่ตั้งให้โหวต) ซึ่งยังไม่ได้ทดสอบ แต่บางประเทศเริ่มทำและปรับใช้บ้างแล้ว โดยการใช้กลุ่มทดสอบ อย่างเช่น แคนาดา สวิสเซอร์แลนด์ และอังกฤษ

ในปัจจุบัน ประเทศเอสโตเนียเป็นประเทศเดียวที่มีความกล้าพอที่จะใช้ระบบการลงคะแนนออนไลน์ทั้งหมด การบุกเบิกการลงคะแนนออนไลน์เกิดขึ้นเมื่อ 2005 และตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมายอดผู้ลงคะแนนเพิ่มสูงขึ้น 20-25% โดยไม่มีเสียงโต้แย้งผลการลงคะแนน

แล้ว เอสโตเนียก้าวข้ามกับดักทั้งหลายมาได้อย่างไร? ผู้ทำการลงคะแนนออนไลน์ยืนยันตัวตนผ่านบัตรประชาชนที่มีชิพหรือ ซิมการ์ดเฉพาะบุคคล หลังจากยืนยันตัวตน ผู้ลงคะแนนจะต้องลงนามและโหวต โดยหลังจากนั้นหลักฐานทั้งหมดจะถูก “ปิดผนึก” และส่งไปยังส่วนกลาง

เพื่อที่จะมั่นใจได้ว่าคะแนนโหวตจะไม่เสียหายและถูกเปลี่ยนแปลงระหว่างทาง ผู้ลงคะแนนสามารถติดตามไฟล์ของพวกเขาได้ผ่านระบบเคลื่อนย้าย และสิ่งสำคัญก็คือผู้ลงคะแนนจะต้องมีโปรแกรมรักษาความปลอดภัยที่เชื่อถือได้และเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดก่อนจะลงคะแนน

แล้วการลงคะแนนออนไลน์มีโอกาสใช้ได้จริงหรือไม่?

จากตัวอย่างที่เรานำมา การลงคะแนนออนไลน์ไม่ถึงกับคำว่า “เป็นไปไม่ได้” แม้ว่ามาตรการด้านความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์จะแน่นหนา ความแพร่หลายของการเลือกตั้งมีมากขึ้น และเมื่อประเทศใหญ่นำระบบนี้มาใช้ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเหล่าอาชญากรไซเบอร์จะมีส่วนร่วมกับผลลัพธ์ที่ตามมา

ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะคาดการณ์ได้ว่าความปลอดภัยทั้งหมดที่ประเทศเอสโตเนียใช้นั้นเพียงพอต่อประเทศที่ใหญ่ขึ้น หรือเป็นแค่ก้าวเล็กๆของการเลือกตั้งออนไลน์

%d bloggers like this: